
ซึ่งเกิดจากโรคไวรัสWSSV ว่าจะต้องเกิดกับคนเลี้ยงกุ้งของไทยอย่างแน่นอน เพราะมันเหมือนรายการมาตามนัดคือ คนเลี้ยงกุ้งที่ปล่อยกุ้งต่างก็เข้าใจกันถ้วนหน้าว่า ถ้าลงกุ้งในช่วง กันยายนแล้วอากาศหนาวมาเร็ว หรือ ลงตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม ช่วงนี้เป็นช่วงที่เลี้ยงกุ้งมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคดวงขาวมาก อีกทั้งเป็นช่วงที่ต้องปรับตัวในการให้อาหารกุ้งตลอดเวลา เพราะกุ้งเป็นสัตว์เลือดเย็น กินอาหารมากน้อย ขึ้นกับอุณหภูมิน้ำ คือ ถ้าน้ำเย็นมากก็ไม่กินอาหาร ภูมิคุ้มกันกุ้งก็ลดลง ง่ายต่อการติดเชื้อโรคมาก แต่อย่างที่บอกไว้ว่าด้วยความที่กุ้งที่ฝ่าหนาวมักได้ราคาที่ดี แถมปีนี้ช่วงนี้เวลานี้ราคากุ้งดีสุดๆ จึงทำให้เกษตรกรไทยหลายรายกล้าที่จะเสี่ยงลงกุ้งและเลี้ยงฝ่าช่วงเวลาวิบากนี้ไป
บทความชิ้นนี้ ผมตั้งชื่อว่า “รู้หลบเป็นปีก
รู้หลีกเป็นหาง” โรคดวงขาวปลายปีไทย เพราะตีความหมายออกมาว่าการรู้จักเอาตัวรอดหรือปรับตัวให้เข้ากับเหตุการณ์การเลี้ยงกุ้งปลายปีเพื่อลดปัญหาโรคดวงขาว โดยการนำเสนอวิธีการ หรือ เทคนิคที่คนเลี้ยงกุ้งไทยผู้ซึ่งประสบความสำเร็จในการเลี้ยงกุ้งได้ทำและได้บอกให้ฟังว่าเขาทำอย่างไรกันบ้าง ซึ่งหากความรู้ดังกล่าวมีประโยชน์ต่อท่านผู้อ่าน หรือ เพื่อนเกษตรกรผุ้เลี้ยงกุ้งไทย ผมขอยกความดีทั้งหมดให้กับต้นแบบทุกท่านด้วยครับ
การป้องกันโรคตัวแดงดวงขาวเกิดขึ้นในฟาร์ม
ต้นแบบการหนีโรคตัวแดงดวงขาวที่นำเสนอคือ ได้แก่ ดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ , คุณมนัส พูลชัย , คุณประยูร หงส์รัตน์ , เฮียจง(พรสินฟาร์ม) ,พี่แต้ว(แลปกุลาฟาร์ม) และ คุณนก (สินภิรมฟาร์ม)
อันเนื่องมาจากในวันที่เฮียมนัสขึ้นพูดที่งานกุ้งกระบี่ (6/11/2553)ทำให้ผมตั้งใจว่าจะต้องไปดูฟาร์มและมอง
หาแนวคิดการป้องกันโรคของฟาร์มเฮียมนัส กับดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ ให้ได้ เพราะแนวคิดของฟาร์มแห่งนี้คือ การลดความเสี่ยงทุกรูปแบบ และต้องทำให้ได้ รวมถึง
การเปลี่ยนแนวคิดจากปล่อยกุ้งแน่นมาเป็นปล่อยบาง
ลงและทำไซส์ใหญ่ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผมและดร.ชลอ
ได้มีโอกาสไปเยี่ยมฟาร์มเฮียมนัสในสัปดาห์ถัดไปคือ14/11/2553 ที่จังหวัดจันทบุรี
เฮียมนัส ได้พาพวกเราไปดูฟาร์มที่กำลังสร้างใหม่ และให้ไปดูฟาร์มที่กำลังเลี้ยงและเพิ่งปล่อยกุ้ง ซึ่งกุ้งเหล่านี้ต้องเลี้ยงฝ่าหนาวแน่นอน การป้องกันโรคในฟาร์ม เกิดขึ้นนับตั้งแต่การสร้างบอหรือปกป้องกุ้งในบ่อเพื่อไม่ให้กุ้งติดเชื้อโรค คือ ขึงเชือกกันนกทั่วบ่อ ทั้งคลุมจากด้านบนทั่วบ่อ(ป้องกันนกบิน)และยังตั้งเสาคลุมด้านข้างรอบบ่อด้วยเพื่อป้องกันนกเดินเข้าหรือ สัตว์อื่นๆเข้าไปในบ่อ ปัจจุบันนี้ไม่ได้ใช้เชือกแบบคนทั่วไปแต่ได้เปลี่ยนเป็น ตาข่ายขนาดตาอวนประมาณ 10 เซนติเมตร เมื่อสังเกตจริงๆจะพบว่า เฮียมนัสไม่ได้คลุมตาข่ายเฉพาะบ่อแต่ในคลองส่งน้ำก็มีตาข่ายคลุมเช่นกัน
(ซึ่งจริงๆวิธีนี้เราก็เคยได้เห็นแล้วที่ฟาร์มของคุณประยูร หงส์รัตน์)
แม้แต่ทางเข้าสะพานยอ หรือ ทางเข้าสะพานที่ใช้เครื่องออโต้ฟีด ก็จะมีตาข่ายกั้นแต่จะทำเป็นประตูสามารถรูดตาข่ายให้เปิดแล้วเข้าไปในบ่อได้ เมื่อออกมาก็ให้รูดตาข่ายปิดประตูไว้เช่นเดิม
การป้องกันคนเอาโรคเข้าบ่อ โดยการที่พนักงานฟาร์มหรือทีมงานฟาร์มจะเข้าไปในบ่อหรือจะเข้าไปเช็คยอหรือเอาอาหารไปใส่ในเครื่องออโต้ฟีด จะต้องเปลี่ยนรองเท้าเป็นรองเท้าบู๊ทที่มีไว้ประจำสะพานยอก่อนแล้วแช่รองเท้าบู๊ทสวมเท้าแล้วในถังยาฆ่าเชื้อ(ถังที่มีด่างทับทิมผสมกับน้ำ)ซึ่งจะมีวางไว้ทุกสะพานยอ จากนั้นจึงจะสามารถไปทำกิจกรรมในบ่อของตัวเองได้ ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจคือ ที่ฟาร์มจะจัดให้มีชุดอุปกรณ์ซึ่งประกอบด้วย รองเท้าบู๊ทหนึ่งคู่และถังแช่ยาฆ่าเชื้อวางอยู่ที่ทุกสะพานยอ หากบ่อนี้มี2สะพานยอ ดังนั้นจะมีชุดอุปกรณ์นี้2ชุดแยกกระจายไปอยู่แต่ละสะพานยอ การซื้ออุปกรณ์เหล่านี้เป็นเรื่องที่ง่าย แต่การที่จะให้ทีมงานฟาร์มตระหนักที่จะปฏิบัติตามเป็นเรื่องยาก เพราะเราต้องแจ้งถึงความจำเป็นและเหตุผลที่ต้องทำ อีกทั้งที่นี่ยังมีการแจ้งปรับทีมงานหากรองเท้าบู๊ทประจำสะพานยอหายคู่ละ 200 บาท
ซึ่งคุณประยูร หงส์รัตน์ (สุรีรัตน์ฟาร์ม)ก็มีถังใส่น้ำปูนขาวไว้ทุกสะพานยอเช่นกัน และให้คนที่จะเข้าไปในบ่อล้างมือล้างเท้าด้วยน้ำปูนขาวก่อนเข้าและเมื่อออกจากบ่อ
อีกกฎเหล็กที่ทุกคนที่เข้าฟาร์มของเฮียมนัสต้องทำ คือรถยนต์ จักรยานยนต์ หรือ พาหนะอะไรก้อตามที่จะเข้าฟาร์มต้องผ่านการฆ่าเชื้อ คือ ผ่านแอ่งน้ำยาฆ่าเชื้อ(ด่างทับทิม)เพื่อฆ่าเชื้อที่อาจติดมากับพาหนะหรือล้อรถ (ผมขอเล่าให้ฟังเพิ่มเติมนิดนะครับว่าทุกรูปแบบที่สร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันโรคเข้าในฟาร์มหากเจ้าของฟาร์มหรือทีมงานฟาร์มไม่ยอมทำตามทุกอย่างก็จบ แต่ตรงฟาร์มแห่งนี้ เจ้าของเป็นแม่แบบที่ดีจริงๆคือ ในวันที่ผมกับดร.ชลอไปที่ฟาร์มเฮียมนัส ซึ่งเฮียมนัสได้นำพวกเราสองคนเข้าไปฟาร์มที่เพิ่งซื้อใหม่ เมื่อดูฟาร์มใหม่เสร็จ และมีโปรแกรมจะไปดูฟาร์มที่กำลังเลี้ยงต่อ เฮียมนัสก็ขอให้พวกเราเปลี่ยนไปขึ้นรถอีกคันหนึ่งซึ่งเป็นรถที่ใช้ประจำกับฟาร์มที่เลี้ยงอยู่
การป้องกันโรคเข้าฟาร์มอีกทางหนึ่งคือ เมื่อมีการระบาดของโรคนอกฟาร์ม ทางฟาร์มจะไม่มีการดูดน้ำจากแหล่งน้ำที่มองว่าอาจปนเปื้อนโรคเข้ามาในบ่อเลย อีกทั้งภาพของท่อดูดน้ำจากภายนอกเข้าฟาร์มในช่วงเสี่ยงต่อโรคจะไม่มีให้เห็นแน่นอนเพราะทางฟาร์มจะไม่แช่ท่อดูดน้ำของฟาร์มในแหล่งน้ำภายนอกเป็นอันขาด เวลาจับกุ้งหรือ มีการตีอวนในฟาร์ม จะใช้อวนประจำฟาร์มของตัวเองเท่านั้น ส่วนทีมงานที่จะลงน้ำไปตีอวนในบ่อจะต้อง ใส่แค่กกน(กางเกงในหนึ่งตัว)แถมจะต้องผ่านการลง
บทความชิ้นนี้ ผมตั้งชื่อว่า “รู้หลบเป็นปีก
รู้หลีกเป็นหาง” โรคดวงขาวปลายปีไทย เพราะตีความหมายออกมาว่าการรู้จักเอาตัวรอดหรือปรับตัวให้เข้ากับเหตุการณ์การเลี้ยงกุ้งปลายปีเพื่อลดปัญหาโรคดวงขาว โดยการนำเสนอวิธีการ หรือ เทคนิคที่คนเลี้ยงกุ้งไทยผู้ซึ่งประสบความสำเร็จในการเลี้ยงกุ้งได้ทำและได้บอกให้ฟังว่าเขาทำอย่างไรกันบ้าง ซึ่งหากความรู้ดังกล่าวมีประโยชน์ต่อท่านผู้อ่าน หรือ เพื่อนเกษตรกรผุ้เลี้ยงกุ้งไทย ผมขอยกความดีทั้งหมดให้กับต้นแบบทุกท่านด้วยครับ
การป้องกันโรคตัวแดงดวงขาวเกิดขึ้นในฟาร์ม
ต้นแบบการหนีโรคตัวแดงดวงขาวที่นำเสนอคือ ได้แก่ ดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ , คุณมนัส พูลชัย , คุณประยูร หงส์รัตน์ , เฮียจง(พรสินฟาร์ม) ,พี่แต้ว(แลปกุลาฟาร์ม) และ คุณนก (สินภิรมฟาร์ม)
อันเนื่องมาจากในวันที่เฮียมนัสขึ้นพูดที่งานกุ้งกระบี่ (6/11/2553)ทำให้ผมตั้งใจว่าจะต้องไปดูฟาร์มและมอง
หาแนวคิดการป้องกันโรคของฟาร์มเฮียมนัส กับดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ ให้ได้ เพราะแนวคิดของฟาร์มแห่งนี้คือ การลดความเสี่ยงทุกรูปแบบ และต้องทำให้ได้ รวมถึง
การเปลี่ยนแนวคิดจากปล่อยกุ้งแน่นมาเป็นปล่อยบาง
ลงและทำไซส์ใหญ่ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผมและดร.ชลอ
ได้มีโอกาสไปเยี่ยมฟาร์มเฮียมนัสในสัปดาห์ถัดไปคือ14/11/2553 ที่จังหวัดจันทบุรี
เฮียมนัส ได้พาพวกเราไปดูฟาร์มที่กำลังสร้างใหม่ และให้ไปดูฟาร์มที่กำลังเลี้ยงและเพิ่งปล่อยกุ้ง ซึ่งกุ้งเหล่านี้ต้องเลี้ยงฝ่าหนาวแน่นอน การป้องกันโรคในฟาร์ม เกิดขึ้นนับตั้งแต่การสร้างบอหรือปกป้องกุ้งในบ่อเพื่อไม่ให้กุ้งติดเชื้อโรค คือ ขึงเชือกกันนกทั่วบ่อ ทั้งคลุมจากด้านบนทั่วบ่อ(ป้องกันนกบิน)และยังตั้งเสาคลุมด้านข้างรอบบ่อด้วยเพื่อป้องกันนกเดินเข้าหรือ สัตว์อื่นๆเข้าไปในบ่อ ปัจจุบันนี้ไม่ได้ใช้เชือกแบบคนทั่วไปแต่ได้เปลี่ยนเป็น ตาข่ายขนาดตาอวนประมาณ 10 เซนติเมตร เมื่อสังเกตจริงๆจะพบว่า เฮียมนัสไม่ได้คลุมตาข่ายเฉพาะบ่อแต่ในคลองส่งน้ำก็มีตาข่ายคลุมเช่นกัน
(ซึ่งจริงๆวิธีนี้เราก็เคยได้เห็นแล้วที่ฟาร์มของคุณประยูร หงส์รัตน์)
แม้แต่ทางเข้าสะพานยอ หรือ ทางเข้าสะพานที่ใช้เครื่องออโต้ฟีด ก็จะมีตาข่ายกั้นแต่จะทำเป็นประตูสามารถรูดตาข่ายให้เปิดแล้วเข้าไปในบ่อได้ เมื่อออกมาก็ให้รูดตาข่ายปิดประตูไว้เช่นเดิม
การป้องกันคนเอาโรคเข้าบ่อ โดยการที่พนักงานฟาร์มหรือทีมงานฟาร์มจะเข้าไปในบ่อหรือจะเข้าไปเช็คยอหรือเอาอาหารไปใส่ในเครื่องออโต้ฟีด จะต้องเปลี่ยนรองเท้าเป็นรองเท้าบู๊ทที่มีไว้ประจำสะพานยอก่อนแล้วแช่รองเท้าบู๊ทสวมเท้าแล้วในถังยาฆ่าเชื้อ(ถังที่มีด่างทับทิมผสมกับน้ำ)ซึ่งจะมีวางไว้ทุกสะพานยอ จากนั้นจึงจะสามารถไปทำกิจกรรมในบ่อของตัวเองได้ ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจคือ ที่ฟาร์มจะจัดให้มีชุดอุปกรณ์ซึ่งประกอบด้วย รองเท้าบู๊ทหนึ่งคู่และถังแช่ยาฆ่าเชื้อวางอยู่ที่ทุกสะพานยอ หากบ่อนี้มี2สะพานยอ ดังนั้นจะมีชุดอุปกรณ์นี้2ชุดแยกกระจายไปอยู่แต่ละสะพานยอ การซื้ออุปกรณ์เหล่านี้เป็นเรื่องที่ง่าย แต่การที่จะให้ทีมงานฟาร์มตระหนักที่จะปฏิบัติตามเป็นเรื่องยาก เพราะเราต้องแจ้งถึงความจำเป็นและเหตุผลที่ต้องทำ อีกทั้งที่นี่ยังมีการแจ้งปรับทีมงานหากรองเท้าบู๊ทประจำสะพานยอหายคู่ละ 200 บาท
ซึ่งคุณประยูร หงส์รัตน์ (สุรีรัตน์ฟาร์ม)ก็มีถังใส่น้ำปูนขาวไว้ทุกสะพานยอเช่นกัน และให้คนที่จะเข้าไปในบ่อล้างมือล้างเท้าด้วยน้ำปูนขาวก่อนเข้าและเมื่อออกจากบ่อ
อีกกฎเหล็กที่ทุกคนที่เข้าฟาร์มของเฮียมนัสต้องทำ คือรถยนต์ จักรยานยนต์ หรือ พาหนะอะไรก้อตามที่จะเข้าฟาร์มต้องผ่านการฆ่าเชื้อ คือ ผ่านแอ่งน้ำยาฆ่าเชื้อ(ด่างทับทิม)เพื่อฆ่าเชื้อที่อาจติดมากับพาหนะหรือล้อรถ (ผมขอเล่าให้ฟังเพิ่มเติมนิดนะครับว่าทุกรูปแบบที่สร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันโรคเข้าในฟาร์มหากเจ้าของฟาร์มหรือทีมงานฟาร์มไม่ยอมทำตามทุกอย่างก็จบ แต่ตรงฟาร์มแห่งนี้ เจ้าของเป็นแม่แบบที่ดีจริงๆคือ ในวันที่ผมกับดร.ชลอไปที่ฟาร์มเฮียมนัส ซึ่งเฮียมนัสได้นำพวกเราสองคนเข้าไปฟาร์มที่เพิ่งซื้อใหม่ เมื่อดูฟาร์มใหม่เสร็จ และมีโปรแกรมจะไปดูฟาร์มที่กำลังเลี้ยงต่อ เฮียมนัสก็ขอให้พวกเราเปลี่ยนไปขึ้นรถอีกคันหนึ่งซึ่งเป็นรถที่ใช้ประจำกับฟาร์มที่เลี้ยงอยู่
การป้องกันโรคเข้าฟาร์มอีกทางหนึ่งคือ เมื่อมีการระบาดของโรคนอกฟาร์ม ทางฟาร์มจะไม่มีการดูดน้ำจากแหล่งน้ำที่มองว่าอาจปนเปื้อนโรคเข้ามาในบ่อเลย อีกทั้งภาพของท่อดูดน้ำจากภายนอกเข้าฟาร์มในช่วงเสี่ยงต่อโรคจะไม่มีให้เห็นแน่นอนเพราะทางฟาร์มจะไม่แช่ท่อดูดน้ำของฟาร์มในแหล่งน้ำภายนอกเป็นอันขาด เวลาจับกุ้งหรือ มีการตีอวนในฟาร์ม จะใช้อวนประจำฟาร์มของตัวเองเท่านั้น ส่วนทีมงานที่จะลงน้ำไปตีอวนในบ่อจะต้อง ใส่แค่กกน(กางเกงในหนึ่งตัว)แถมจะต้องผ่านการลง
ไปแช่ในถังน้ำ 500 ลิตรซึ่งมียาฆ่าเชื้อ(ด่างทับทิม)ใส่ไว้
แล้วแช่ในถังน้ำสะอาดก่อนลงบ่อ (ซึ่งวิธีการนี้เหมือนกับการป้องกันโรคจากคนตีอวนจับกุ้งของพรสินฟาร์ม(ฟาร์มเฮียจง)ที่สุราษฏร์ธานี คือให้คนตีอวนลงไปแช่น้ำซึ่งผสมไอโอดีนก่อนลงบ่อกุ้งในฟาร์ม แบบนี้ช่วยได้เยอะเลยเพราะคนจับกุ้งหรือคนตีอวนเขาไปทำอะไรมาก่อนก็ไม่รู้ ไปจับกุ้งจากบ่อเป็นโรคมาหรือเปล่าก้อไม่มีใครบอกได้ แต่ทำแบบนี้เป็นการป้องกันไว้ก่อน ซึ่งทั้ง พรสินฟาร์มและมนัสชัยฟาร์ม ต่างก็ลดปัญหาโรคแบบเดียวกัน
ปล่อยกุ้งบางลง ทำรอบเร็วขึ้น กุ้งตัวโตดีกว่า ไม่เครียดอีกต่างหาก จากงานสัมมนางานกุ้งกระบี่ เฮียมนัสบอกว่าในช่วงหนาวหรือช่วงปลายปี คนเลี้ยงกุ้งที่อยากเสี่ยงเลี้ยงกุ้งรอบนี้ควรปล่อยกุ้งให้บางลง กว่ารอบปกติเช่น เคยปล่อย 120,000-160,000 ตัว/ไร่ ก็เปลี่ยนมาเป็น 80,000 ตัวต่อไร่ จะทำให้กุ้งในบ่อไม่แน่น ปัญหาระหว่างการเลี้ยงน้อย โตเร็วกว่าเดิมและหากมีปัญหาระหว่างการเลี้ยงจะสามารถขายได้ อ้อลืมบอกว่าลูกกุ้งที่นำมาปล่อยต้องมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้และต้องปลอดโรคไวรัสดวงขาวด้วยนะครับ
คุณนก (สินภิรมย์ฟาร์ม) ให้มุมมองทีน่าสนใจในเรื่อง การลดความเสี่ยงในช่วงการเลี้ยงหน้าหนาวของฟาร์มคือ ทางฟาร์มจะไม่มีการปล่อยกุ้งช่วงเดือน ตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม แต่ไม่ใช่ไม่มีกุ้งในฟาร์มนะเพราะจะมีกุ้งที่ปล่อยเดือนกันยายนเลี้ยงบางบ่อ ช่วงปลายปีหรือหน้าหนาวถือเป็นช่วงการตากบ่อ ปรับปรุงบ่อและทำการซ่อมแซมเครื่องไม้เครื่องมือเพื่อรองรับการเลี้ยงกุ้งในปีถัดไป เนื่องจากที่ฟาร์มจะเลี้ยงกุ้งขาว3รอบต่อปี เลี้ยงรอบละ 3 เดือน
ดังนั้นในช่วงที่เสี่ยงต่อโรคเช่นปลายปีจะหยุดเลี้ยงถือเป็นการตัดความ เสี่ยงของฟาร์มไปในตัว มองในมุมที่ยิ้มออกก็คือทำมาทั้งปี (ทั้งคนทั้งบ่อ)ควรได้พักบ้างจริงไหม?
ทำอย่างไรเมื่อกุ้งในฟาร์มมีบางบ่อเป็นโรคตัวแดงดวงขาว หรือ โรคดวงขาว
แล้วไม่ต้องการให้โรคระบาดแพร่ไปบ่ออื่นในฟาร์มของเรา (ทำไงไม่ให้กุ้งตายยกฟาร์ม) ?
วิธีการต่อไปนี้ สามารถหยุดให้กุ้งตายหรือเสียหายเฉพาะแค่บ่อนั้นไม่กระจายไปบ่อที่ติดกัน โดยข้อมูลหรือวิธีการนี้มีการกล่าวถึงจากสองแหล่งซึ่งทำเหมือนกันและให้ผลออกมาดีมากเช่นกัน ได้แก่ พี่แต้ว(ฟาร์มแลปกุลาที่ชุมพร) และ เฮียมนัส(มนัสชัยฟาร์ม)ที่จันทบุรี
วิธีการของทั้งสองฟาร์มเหมือนกัน คือ ถ้ากุ้งตายด้วยโรคดวงขาวระหว่างการเลี้ยง จะกั้นบริเวณบ่อโดยรอบด้วยผ้ายาง หรือผ้าใบ หรือสแลนปิดขึ้นสูง ทันที ห้ามคนผ่านเข้าออก แต่ถ้ากุ้งได้ไซด์ที่สามารถขายได้จะทำการจับกุ้งขายวันนั้นโดยการที่จะตีอวนจับแล้วน๊อกแห้งด้วยน้ำแข็งที่บ่อเลย อีกทั้งรถที่ขนกุ้งที่จับจะต้องมีผ้าใบปิดกุ้งหรือปิดถังใส่กุ้งแบบมิดชิดไม่ให้มีน้ำไหลออกจากรถ หรือไม่ให้มีกุ้งหล่นออกมานอกรถเป็นอันขาด ส่วนเส้นทางที่รถขนกุ้งบ่อเป็นโรคผ่านจะมีการราดน้ำที่มีน้ำยาฆ่าเชื้อโรคผสมอยู่ หรืออาจให้รถห้องเย็นเข้าไปรับกุ้งถึงบ่อโดยตรงเลย เพื่อลดปัญหาการแพร่เชื้อโรคระหว่างการขนส่งกุ้งจากบ่อไปที่คัดกุ้ง ส่วนบ่อที่เป็นโรคหากกุ้งยังเล็กมากเช่นมีอายุไม่ถึง 1 เดือน จะทำการฆ่าทิ้งทั้งบ่อ(ไม่มีการทิ้งน้ำไปสู่ภายนอก) ห้ามทีมงานเข้าใกล้บริเวณบ่อที่มีปัญหานี้โดยเด็ดขาด จนกว่าจะแน่ใจว่าเชื้อหมดแล้ว
สุดท้าย ต้องบอกว่า รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง และ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เป็นคำตอบสุดท้ายของโรคดวงขาวครับ
รับผิดชอบบทความ โดย เอกอน้ันต์ ยุวเบญจพล
ฝ่ายวิชาการบริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น