วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554

อาการขี้ขาว โรคขี้ขาว กุ้งขี้ขาว ในประเทศไทย


ขี้ขาว อาการกุ้งขี้ขาว ในประเทศไทย
White feces syndrome
 in thailand
โดยเอกอนันต์ ยุวเบญจพล 

ฝ่ายวิชาการบริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด
- 
-อาการขี้ขาวเป็นอาการที่คนเลี้ยงกุ้งสามารถพบได้ทุกช่วงของการเลี้ยงตั้งแต่อายุ 25 วันจนถึงจับ แต่จากการเก็บข้อมูลที่มีปัจจุบันพบว่าช่วงที่มีพบเริ่มต้นคืออายุประมาณ 45-60 วัน และนับวันจะเป็นปัญหาที่รบกวนเกษตรกรเป็น อย่างมากใน
แต่ละปี โดยการเกิดขี้ขาวพอจะแบ่งความรุนแรงได้ 2 ลักษณะ
1. หากเป็นขี้ขาวลอยมากและค่อนข้างเป็นเส้นที่ละเอียดและลอยเป็นจำนวนมาก ใช้มือบีบขี้ที่ลอยน้ำจะนุ่มละเอียด และทวีความรุนแรงภายใน 3-5 วัน จนเป็นสาเหตุให้การกินอาหารลดลงมาก และดูสภาพเซลล์ตับ-ตับอ่อน และเม็ดไขมันประกอบพบว่า กุ้งจะมีอาการตับฝ่อร่วมกับการเป็นขี้ขาว เซลล์ตับและเซลล์เม็ดไขมันไม่มีเลยโดนทำลายหมดหรือหลุดออกมาหมด
(ขี้ขาวที่เห็นเมื่อส่องกล้องจะเจอแต่เม็ดไขมัน)และเกือบทุกกรณีตรวจพบเชื้อแบคทีเรียทั้งในเซลล์ตับและตับอ่อน และในลำไส้เกิดการอักเสบ อย่างรุนแรง(ปัจจุบันดร.ชลอและทีมงานได้พิสูจน์ให้เห็นว่ากุ้งที่เป็นขี้ขาวจากหลายๆฟาร์ม
เมื่อดูดเลือดกุ้งมาเพาะเชื้อจะพบเชื้อแบคทีเรียมากกว่าภาวะปกติหลายเท่า)
ส่วนคุณภาพน้ำที่เจอเราพบว่ามีความสัมพันธ์กับการแก้ปัญหาขี้ขาวคือ ถ้าคุณภาพน้ำในบ่อมีปัญหาเรื่อง แอมโมเนีย แก๊สไข่เน่า หรือไนไตร์ทสูงช่วงที่มีการระบาดของอาการขี้ขาวจะพบในบ่อดังกล่าวง่ายครับ อีกทั้งกรณีการเกิดสาหร่ายกลุ่มสีเขียวแกมน้ำเงิน เช่น สาหร่ายขนแมว (Oscillatoria spp.) สาหร่ายเม็ด (Microcystis spp.) แพลงก์ตอนกลุ่มไดโนแฟลกเจลเลต(Dinoflagellate)ซึ่งอาจจะเกี่ยวกับสารพิษ
ที่สาหร่ายกลุ่มนี้ที่สามารถสร้างและทำให้กุ้งเกิดความ เครียดจนเป็นสาเหตุโน้มนำให้เกิดการทำลายของ
เชื้อแบคทีเรียตามมา (Secondary infection)ได้เช่นกัน
2. กรณีที่เป็นขี้ขาว แต่ไม่รุนแรง และลักษณะเส้นขี้ขาวที่ลอยน้ำ เส้นยาว ๆ และใช้มือบีบจะมีลักษณะเป็นเม็ดสาก ๆ การตายจะไม่รุนแรง การกินอาหารจะไม่ลดลงมาก แต่จะไม่กินเพิ่มทำให้การเลี้ยงไม่ประสบผลสำเร็จเพราะกุ้งจะกินอยู่เท่าเดิมตลอด หรือค่อย ๆ ลดปริมาณลง การแก้ปัญหาการกินสารแก้ขี้ขาวทั่วไป ไม่ประสบผลสำเร็จ ซึ่งประเด็นนี้น่าจะมาจากการที่กุ้งย่อยอาหารไม่สมบูรณ์หรือสิ่งที่กุ้งกินเข้าไปไม่เหมาะสมกับการนำไปใช้ของตัวกุ้ง
สาเหตุการเกิดขี้ขาว
1. ขี้ขาวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย (Vibrio parahaemolyticus (โคโลนีสีเขียว)
 V. fluvialis (โคโลนีสีเหลือง) V. vulnificus (โคโลนีสีเขียว) V. mimicus (โคโลนีสีเขียว)
ซึ่งพบทุกพื้นที่เพราะไม่ว่าจะสาเหตุเริ่มต้นเพราะอะไร สุดท้ายแบคทีเรียก็เข้ามาสมทบ หลังจากที่กุ้งเกิดความเครียด ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเขตน้ำจืดหรือเลี้ยงความเค็มปกติ ความเค็มสูงก็สามารถเจอได้เหมือนกัน ความรุนแรงคล้าย ๆ กัน หากเกษตรกรให้กุ้งกินสารแก้ถูกชนิด(การผสมกรดอินทรีย์ในอาหาร หรือ ผสมโปรไบโอติกในอาหาร)ตอนเริ่มเป็นก็สามารถลดความรุนแรงได้ และหากสภาพแวดล้อมไม่ดีกุ้งก็จะกลับมาเป็นขี้ขาวอีกและหนักกว่าเดิม และเป็นสาเหตุหลักของการขาดทุนและต้องจับก่อน กำหนด
2. ขี้ขาวที่เกิดจากพวกพยาธิ ชื่อ กรีการีน จากข้อมูลที่เก็บและลงพื้นที่ด้วยตนเองพบว่าปัญหาขี้ขาวในบางพื้นที่ของไทยเกิดจากพยาธิกรีการีนจริงๆ
เพราะตรวจเองและก็เจอจริงๆเช่นในอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง อาการขี้ขาวที่เกิดจากพยาธิที่ทำลายลำไส้กุ้งเริ่มจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นสาเหตุให้แบคทีเรียทำลายสุดท้ายรักษาไม่หายก็ต้องจับกุ้งเพราะว่ากุ้งกิน อาหาร ไม่เพิ่ม มีแต่เท่าเดิมหรือลดลงซึ่งความรุนแรงตอนนี้พบทั้งในน้ำจืด และเป็นปัญหาหนักในเขตที่เลี้ยงความเค็ม
หากขี้ขาวเกิดจากพยาธิชื่อกรีการีน เราสามารถแก้ได้โดยการให้กินกระเทียม 10 กรัม/อาหารกุ้ง 1 กิโลกรัมติดต่อกัน5วัน หรือล่าสุด ที่ น.สพ. วิศณุ บุญญาวิวัฒน์(จากงานประชุมวิชาการที่จุฬาฯกันยายน2553) แนะนำว่าถ้ากุ้งอายุไม่เกิน60 วันจะแนะนำให้กินยากลุ่มcoccidiostat(ยาแก้โรคบิดในสัตว์บก) เน้นนะครับว่าถ้ากุ้งอายุมากกว่านี้ไม่ให้กินยาโดยเด็ดขาด แต่โดยความคิดเห็นส่วนตัวผมแนะนำให้ผสมกระเทียมดีกว่า
3. ขี้ขาวที่เกิดจากสารพิษต่าง ๆที่สามารถทำให้กุ้งเกิดการระคายเคืองในลำไส้ เช่น กรณีอาหารไม่ได้คุณภาพ สารพิษจากเชื้อรา สารพิษจากแพลงก์ตอน ซึ่งกลุ่มนี้จริง ๆ เจอน้อยมาก ส่วนมากจะโดนสมทบโดยพยาธิและแบคทีเรีย แก้ปัญหาเปลี่ยนอาหาร เปลี่ยนถ่ายน้ำลดกลุ่มแพลงก์ตอนเดิม
แนวทางการป้องกันและรักษาโรคขี้ขาว
1. ควรนำกุ้งและขี้กุ้งไปให้นักวิชาการที่มีความชำนาญตรวจเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งเพื่อป้องกันการเกิดปัญหา
2. การให้กุ้งกินโปรไบโอติกเพื่อป้องกันการติดเชื้อในลำไส้หรือทางเดินอาหารอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ เป็นการป้องกันแบคทีเรียเข้าทำลายลำไส้ โดยเฉพาะโปรไบโอติกสายพันธุ์ที่ทนทานในลำไส้และมีประโยชน์อย่างแท้จริง
3. การเตรียมบ่อ เตรียมน้ำอย่างดี และปล่อยกุ้งในปริมาณที่เหมาะสม จะเป็นการลดปัญหาโรคขี้ขาวอย่างชัดเจน เพราะที่ผ่านมาบ่อไหนเตรียมบ่อดี ปัญหาขี้ขาวน้อยกว่าบ่อที่เร่งลงกุ้งโดยไม่ยอมปรับปรุงสภาพพื้นบ่อและเตรียมน้ำให้ดี
4.การพยายามควบคุมอย่าให้มีแพลงก์ตอนพิษ เช่นในเขตเลี้ยงความเค็มต่ำหรือน้ำจืดควรระวังกลุ่มสีเขียวแกมน้ำเงิน เช่น สาหร่ายขนแมว สาหร่ายเม็ด เพราะแพลงก์ตอนพิษนี้สามารถสร้างสารที่อาจทำให้ลำไส้กุ้งระคายเคืองหรืออักเสบได้ และทำให้พีเอชของน้ำสูงกว่าปกติทำให้กุ้งเกิดความเครียด ดังนั้นมีจำนวนมากที่บ่อมีปัญหาสาหร่ายขนแมวแล้วขี้ขาวจะตามมา หรือในเขตน้ำเค็มความเค็มสูงให้ระวังแพลงก์ตอนเรืองแสง(Dinoflagellate) ซึ่งสร้างสารพิษทำให้ลำไส้กุ้งอักเสบเป็นขี้ขาวได้เช่นกัน
5. ควรมองประเด็นขี้ขาวไปที่พยาธิภายในด้วยเช่นกัน เพราะบ่อยครั้งเกษตรกรเคยกินสารแก้ปัญหาขี้ขาวที่เกิดจากแบคทีเรีย บางครั้งหายแต่บางครั้งไม่ได้ผล หรือปัจจุบันการรักษายิ่งยากลำบากขึ้น ซึ่งน่าจะมีการดื้อยา หรือมีพยาธิทำลายในลำไส้ เข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นประเด็นขี้ขาวจะมีความรุนแรงขึ้นมากกว่าเดิมในแทบทุกพื้นที่ และสัมพันธ์กันไปหมด หากบ่อไหนเป็นในพื้นที่ใกล้เคียงกันก็จะเป็นเหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะไม่น่ากลัวเท่าไวรัส ตัวแดงดวงขาวหรือ โรคหัวเหลือง แต่ก็ทำให้เราสิ้นเปลืองมากเพราะมันจะเป็นเรื้อรัง ดังนั้นหากได้ตรวจผลแน่ชัดว่าขี้ขาวที่เกิดในบ่อเรานั้นเกิดจากพยาธิ แต่กินอาหารไม่ลดมากควรกินสารกำจัดพยาธิในลำไส้ เช่นกระเทียม
6. หากเป็นขี้ขาวรุนแรงเราควรมองประเด็นแบคทีเรีย หรือการร่วมกันระหว่างแบคทีเรียและพยาธิในลำไส้ ดังนั้นควรกินสารที่ใช้ในลำไส้ได้จริง ๆ และมีสารที่มีประสิทธิภาพในการสมานแผลและเคลือบลำไส้ ที่สำคัญทุกครั้ง ที่เราแก้ปัญหาขี้ขาวในลำไส้ในตัวกุ้งจำเป็นต้องจัดการเชื้อในน้ำทุกครั้ง โดยการใช้ไอโอดีนหรือสารเคมีที่กำจัดเชื้อแบคทีเรียได้เพราะไม่ว่าเราจะจัดการในตัวได้ดีเพียงไรแต่ในน้ำไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาขี้ขาวก็จะกลับมา เหมือนเดิม
ดังนั้นรักษาในตัวกุ้งโดยการกินสารกำจัดเชื้อแล้วยังต้องควบคู่กับการรักษาในน้ำโดยใช้ยาฆ่าเชื้อเสมอ
เพื่อประสิทธิภาพในการักษาและป้องกันปัญหาย้อนกลับมาอีก
ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2553 ได้มีการนำส่งขี้ขาวและกุ้งที่มีอาการจากจังหวัดจันทบุรีและนครปฐมเข้ามาในศูนย์ฯของทีมงานดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ และได้มีการส่องกล้องพร้อมเพาะเชื้อจากเลือด พบว่ากุ้งตัวอย่างไม่มีกรีการีน แต่ปริมาณเชื้อแบคทีเรียในเลือดมีมากกว่าปกติมาก อีกทั้งขี้กุ้งสีขาว ที่เก็บจากผิวน้ำเมื่อนำมาส่องกล้องเราก็จะพบแต่เซลเม็ดไขมันเต็มไปหมด ไม่มีกรีการีนในขี้ขาวที่ลอยเลย.
หากใครมีข้อซักถามเพิ่มเติม หรือต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าว
สามารถติดต่อได้ที่ 081-9080655
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล ฝ่ายวิชาการไทยยูเนี่ยนฯ

รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง โรคดวงขาวในกุ้ง โดย เอกอนันต์ ยุวเบญจพล





 ซึ่งเกิดจากโรคไวรัสWSSV ว่าจะต้องเกิดกับคนเลี้ยงกุ้งของไทยอย่างแน่นอน  เพราะมันเหมือนรายการมาตามนัดคือ คนเลี้ยงกุ้งที่ปล่อยกุ้งต่างก็เข้าใจกันถ้วนหน้าว่า ถ้าลงกุ้งในช่วง กันยายนแล้วอากาศหนาวมาเร็ว  หรือ ลงตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม ช่วงนี้เป็นช่วงที่เลี้ยงกุ้งมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคดวงขาวมาก อีกทั้งเป็นช่วงที่ต้องปรับตัวในการให้อาหารกุ้งตลอดเวลา เพราะกุ้งเป็นสัตว์เลือดเย็น กินอาหารมากน้อย ขึ้นกับอุณหภูมิน้ำ คือ ถ้าน้ำเย็นมากก็ไม่กินอาหาร  ภูมิคุ้มกันกุ้งก็ลดลง ง่ายต่อการติดเชื้อโรคมาก  แต่อย่างที่บอกไว้ว่าด้วยความที่กุ้งที่ฝ่าหนาวมักได้ราคาที่ดี แถมปีนี้ช่วงนี้เวลานี้ราคากุ้งดีสุดๆ จึงทำให้เกษตรกรไทยหลายรายกล้าที่จะเสี่ยงลงกุ้งและเลี้ยงฝ่าช่วงเวลาวิบากนี้ไป
             บทความชิ้นนี้ ผมตั้งชื่อว่า
“รู้หลบเป็นปีก   
 รู้หลีกเป็นหาง”
โรคดวงขาวปลายปีไทย เพราะตีความหมายออกมาว่าการรู้จักเอาตัวรอดหรือปรับตัวให้เข้ากับเหตุการณ์การเลี้ยงกุ้งปลายปีเพื่อลดปัญหาโรคดวงขาว  โดยการนำเสนอวิธีการ หรือ เทคนิคที่คนเลี้ยงกุ้งไทยผู้ซึ่งประสบความสำเร็จในการเลี้ยงกุ้งได้ทำและได้บอกให้ฟังว่าเขาทำอย่างไรกันบ้าง  ซึ่งหากความรู้ดังกล่าวมีประโยชน์ต่อท่านผู้อ่าน หรือ เพื่อนเกษตรกรผุ้เลี้ยงกุ้งไทย ผมขอยกความดีทั้งหมดให้กับต้นแบบทุกท่านด้วยครับ
การป้องกันโรคตัวแดงดวงขาวเกิดขึ้นในฟาร์ม
ต้นแบบการหนีโรคตัวแดงดวงขาวที่นำเสนอคือ ได้แก่  ดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ , คุณมนัส พูลชัย
, คุณประยูร หงส์รัตน์  , เฮียจง(พรสินฟาร์ม) ,พี่แต้ว(แลปกุลาฟาร์ม) และ คุณนก (สินภิรมฟาร์ม)
     
อันเนื่องมาจากในวันที่เฮียมนัสขึ้นพูดที่งานกุ้งกระบี่ (
6/11/2553)ทำให้ผมตั้งใจว่าจะต้องไปดูฟาร์มและมอง
หาแนวคิดการป้องกันโรคของฟาร์มเฮียมนัส กับดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ ให้ได้  เพราะแนวคิดของฟาร์มแห่งนี้คือ การลดความเสี่ยงทุกรูปแบบ และต้องทำให้ได้ รวมถึง
การเปลี่ยนแนวคิดจากปล่อยกุ้งแน่นมาเป็นปล่อยบาง
ลงและทำไซส์ใหญ่
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผมและดร.ชลอ
ได้มีโอกาสไปเยี่ยมฟาร์มเฮียมนัสในสัปดาห์ถัดไปคือ
14/11/2553  ที่จังหวัดจันทบุรี
     เฮียมนัส ได้พาพวกเราไปดูฟาร์มที่กำลังสร้างใหม่ และให้ไปดูฟาร์มที่กำลังเลี้ยงและเพิ่งปล่อยกุ้ง ซึ่งกุ้งเหล่านี้ต้องเลี้ยงฝ่าหนาวแน่นอน   การป้องกันโรคในฟาร์ม เกิดขึ้นนับตั้งแต่การสร้างบอหรือปกป้องกุ้งในบ่อเพื่อไม่ให้กุ้งติดเชื้อโรค  คือ ขึงเชือกกันนกทั่วบ่อ  ทั้งคลุมจากด้านบนทั่วบ่อ(ป้องกันนกบิน)และยังตั้งเสาคลุมด้านข้างรอบบ่อด้วยเพื่อป้องกันนกเดินเข้าหรือ สัตว์อื่นๆเข้าไปในบ่อ  ปัจจุบันนี้ไม่ได้ใช้เชือกแบบคนทั่วไปแต่ได้เปลี่ยนเป็น ตาข่ายขนาดตาอวนประมาณ
10 เซนติเมตร    เมื่อสังเกตจริงๆจะพบว่า เฮียมนัสไม่ได้คลุมตาข่ายเฉพาะบ่อแต่ในคลองส่งน้ำก็มีตาข่ายคลุมเช่นกัน 
(ซึ่งจริงๆวิธีนี้เราก็เคยได้เห็นแล้วที่ฟาร์มของคุณประยูร หงส์รัตน์) 
แม้แต่ทางเข้าสะพานยอ  หรือ ทางเข้าสะพานที่ใช้เครื่องออโต้ฟีด ก็จะมีตาข่ายกั้นแต่จะทำเป็นประตูสามารถรูดตาข่ายให้เปิดแล้วเข้าไปในบ่อได้  เมื่อออกมาก็ให้รูดตาข่ายปิดประตูไว้เช่นเดิม

            
การป้องกันคนเอาโรคเข้าบ่อ  โดยการที่พนักงานฟาร์มหรือทีมงานฟาร์มจะเข้าไปในบ่อหรือจะเข้าไปเช็คยอหรือเอาอาหารไปใส่ในเครื่องออโต้ฟีด จะต้องเปลี่ยนรองเท้าเป็นรองเท้าบู๊ทที่มีไว้ประจำสะพานยอก่อนแล้วแช่รองเท้าบู๊ทสวมเท้าแล้วในถังยาฆ่าเชื้อ(ถังที่มีด่างทับทิมผสมกับน้ำ)ซึ่งจะมีวางไว้ทุกสะพานยอ  จากนั้นจึงจะสามารถไปทำกิจกรรมในบ่อของตัวเองได้   ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจคือ ที่ฟาร์มจะจัดให้มีชุดอุปกรณ์ซึ่งประกอบด้วย รองเท้าบู๊ทหนึ่งคู่และถังแช่ยาฆ่าเชื้อวางอยู่ที่ทุกสะพานยอ  หากบ่อนี้มี2สะพานยอ ดังนั้นจะมีชุดอุปกรณ์นี้2ชุดแยกกระจายไปอยู่แต่ละสะพานยอ  การซื้ออุปกรณ์เหล่านี้เป็นเรื่องที่ง่าย แต่การที่จะให้ทีมงานฟาร์มตระหนักที่จะปฏิบัติตามเป็นเรื่องยาก เพราะเราต้องแจ้งถึงความจำเป็นและเหตุผลที่ต้องทำ  อีกทั้งที่นี่ยังมีการแจ้งปรับทีมงานหากรองเท้าบู๊ทประจำสะพานยอหายคู่ละ 200 บาท
            ซึ่งคุณประยูร หงส์รัตน์ (สุรีรัตน์ฟาร์ม)ก็มีถังใส่น้ำปูนขาวไว้ทุกสะพานยอเช่นกัน และให้คนที่จะเข้าไปในบ่อล้างมือล้างเท้าด้วยน้ำปูนขาวก่อนเข้าและเมื่อออกจากบ่อ
           อีกกฎเหล็กที่ทุกคนที่เข้าฟาร์มของเฮียมนัสต้องทำ คือรถยนต์ จักรยานยนต์ หรือ พาหนะอะไรก้อตามที่จะเข้าฟาร์มต้องผ่านการฆ่าเชื้อ คือ ผ่านแอ่งน้ำยาฆ่าเชื้อ(ด่างทับทิม)เพื่อฆ่าเชื้อที่อาจติดมากับพาหนะหรือล้อรถ  (ผมขอเล่าให้ฟังเพิ่มเติมนิดนะครับว่าทุกรูปแบบที่สร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันโรคเข้าในฟาร์มหากเจ้าของฟาร์มหรือทีมงานฟาร์มไม่ยอมทำตามทุกอย่างก็จบ  แต่ตรงฟาร์มแห่งนี้ เจ้าของเป็นแม่แบบที่ดีจริงๆคือ ในวันที่ผมกับดร.ชลอไปที่ฟาร์มเฮียมนัส ซึ่งเฮียมนัสได้นำพวกเราสองคนเข้าไปฟาร์มที่เพิ่งซื้อใหม่  เมื่อดูฟาร์มใหม่เสร็จ และมีโปรแกรมจะไปดูฟาร์มที่กำลังเลี้ยงต่อ เฮียมนัสก็ขอให้พวกเราเปลี่ยนไปขึ้นรถอีกคันหนึ่งซึ่งเป็นรถที่ใช้ประจำกับฟาร์มที่เลี้ยงอยู่ 
        การป้องกันโรคเข้าฟาร์มอีกทางหนึ่งคือ เมื่อมีการระบาดของโรคนอกฟาร์ม ทางฟาร์มจะไม่มีการดูดน้ำจากแหล่งน้ำที่มองว่าอาจปนเปื้อนโรคเข้ามาในบ่อเลย   อีกทั้งภาพของท่อดูดน้ำจากภายนอกเข้าฟาร์มในช่วงเสี่ยงต่อโรคจะไม่มีให้เห็นแน่นอนเพราะทางฟาร์มจะไม่แช่ท่อดูดน้ำของฟาร์มในแหล่งน้ำภายนอกเป็นอันขาด
         เวลาจับกุ้งหรือ มีการตีอวนในฟาร์ม จะใช้อวนประจำฟาร์มของตัวเองเท่านั้น ส่วนทีมงานที่จะลงน้ำไปตีอวนในบ่อจะต้อง ใส่แค่กกน(กางเกงในหนึ่งตัว)แถมจะต้องผ่านการลง
ไปแช่ในถังน้ำ 500 ลิตรซึ่งมียาฆ่าเชื้อ(ด่างทับทิม)ใส่ไว้ 
แล้วแช่ในถังน้ำสะอาดก่อนลงบ่อ (ซึ่งวิธีการนี้เหมือนกับการป้องกันโรคจากคนตีอวนจับกุ้งของพรสินฟาร์ม(ฟาร์มเฮียจง)ที่สุราษฏร์ธานี คือให้คนตีอวนลงไปแช่น้ำซึ่งผสมไอโอดีนก่อนลงบ่อกุ้งในฟาร์ม แบบนี้ช่วยได้เยอะเลยเพราะคนจับกุ้งหรือคนตีอวนเขาไปทำอะไรมาก่อนก็ไม่รู้ ไปจับกุ้งจากบ่อเป็นโรคมาหรือเปล่าก้อไม่มีใครบอกได้ แต่ทำแบบนี้เป็นการป้องกันไว้ก่อน ซึ่งทั้ง พรสินฟาร์มและมนัสชัยฟาร์ม ต่างก็ลดปัญหาโรคแบบเดียวกัน

      
   
ปล่อยกุ้งบางลง ทำรอบเร็วขึ้น กุ้งตัวโตดีกว่า ไม่เครียดอีกต่างหาก    จากงานสัมมนางานกุ้งกระบี่ เฮียมนัสบอกว่าในช่วงหนาวหรือช่วงปลายปี คนเลี้ยงกุ้งที่อยากเสี่ยงเลี้ยงกุ้งรอบนี้ควรปล่อยกุ้งให้บางลง กว่ารอบปกติเช่น เคยปล่อย 120,000-160,000 ตัว/ไร่  ก็เปลี่ยนมาเป็น 80,000 ตัวต่อไร่  จะทำให้กุ้งในบ่อไม่แน่น ปัญหาระหว่างการเลี้ยงน้อย   โตเร็วกว่าเดิมและหากมีปัญหาระหว่างการเลี้ยงจะสามารถขายได้  อ้อลืมบอกว่าลูกกุ้งที่นำมาปล่อยต้องมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้และต้องปลอดโรคไวรัสดวงขาวด้วยนะครับ

           
คุณนก (สินภิรมย์ฟาร์ม) ให้มุมมองทีน่าสนใจในเรื่อง การลดความเสี่ยงในช่วงการเลี้ยงหน้าหนาวของฟาร์มคือ ทางฟาร์มจะไม่มีการปล่อยกุ้งช่วงเดือน ตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม  แต่ไม่ใช่ไม่มีกุ้งในฟาร์มนะเพราะจะมีกุ้งที่ปล่อยเดือนกันยายนเลี้ยงบางบ่อ   ช่วงปลายปีหรือหน้าหนาวถือเป็นช่วงการตากบ่อ ปรับปรุงบ่อและทำการซ่อมแซมเครื่องไม้เครื่องมือเพื่อรองรับการเลี้ยงกุ้งในปีถัดไป                                                      เนื่องจากที่ฟาร์มจะเลี้ยงกุ้งขาว3รอบต่อปี เลี้ยงรอบละ 3 เดือน                                              
     ดังนั้นในช่วงที่เสี่ยงต่อโรคเช่นปลายปีจะหยุดเลี้ยงถือเป็นการตัดความ                                                    เสี่ยงของฟาร์มไปในตัว     มองในมุมที่ยิ้มออกก็คือทำมาทั้งปี (ทั้งคนทั้งบ่อ)ควรได้พักบ้างจริงไหม?
                                              

 
ทำอย่างไรเมื่อกุ้งในฟาร์มมีบางบ่อเป็นโรคตัวแดงดวงขาว  หรือ โรคดวงขาว
แล้วไม่ต้องการให้โรคระบาดแพร่ไปบ่ออื่นในฟาร์มของเรา (ทำไงไม่ให้กุ้งตายยกฟาร์ม)
?
วิธีการต่อไปนี้ สามารถหยุดให้กุ้งตายหรือเสียหายเฉพาะแค่บ่อนั้นไม่กระจายไปบ่อที่ติดกัน โดยข้อมูลหรือวิธีการนี้มีการกล่าวถึงจากสองแหล่งซึ่งทำเหมือนกันและให้ผลออกมาดีมากเช่นกัน ได้แก่ พี่แต้ว(ฟาร์มแลปกุลาที่ชุมพร) และ เฮียมนัส(มนัสชัยฟาร์ม)ที่จันทบุรี
         วิธีการของทั้งสองฟาร์มเหมือนกัน  คือ  ถ้ากุ้งตายด้วยโรคดวงขาวระหว่างการเลี้ยง จะกั้นบริเวณบ่อโดยรอบด้วยผ้ายาง หรือผ้าใบ หรือสแลนปิดขึ้นสูง ทันที  ห้ามคนผ่านเข้าออก  แต่ถ้ากุ้งได้ไซด์ที่สามารถขายได้จะทำการจับกุ้งขายวันนั้นโดยการที่จะตีอวนจับแล้วน๊อกแห้งด้วยน้ำแข็งที่บ่อเลย  อีกทั้งรถที่ขนกุ้งที่จับจะต้องมีผ้าใบปิดกุ้งหรือปิดถังใส่กุ้งแบบมิดชิดไม่ให้มีน้ำไหลออกจากรถ หรือไม่ให้มีกุ้งหล่นออกมานอกรถเป็นอันขาด   ส่วนเส้นทางที่รถขนกุ้งบ่อเป็นโรคผ่านจะมีการราดน้ำที่มีน้ำยาฆ่าเชื้อโรคผสมอยู่  หรืออาจให้รถห้องเย็นเข้าไปรับกุ้งถึงบ่อโดยตรงเลย  เพื่อลดปัญหาการแพร่เชื้อโรคระหว่างการขนส่งกุ้งจากบ่อไปที่คัดกุ้ง
   ส่วนบ่อที่เป็นโรคหากกุ้งยังเล็กมากเช่นมีอายุไม่ถึง 1 เดือน  จะทำการฆ่าทิ้งทั้งบ่อ(ไม่มีการทิ้งน้ำไปสู่ภายนอก) ห้ามทีมงานเข้าใกล้บริเวณบ่อที่มีปัญหานี้โดยเด็ดขาด จนกว่าจะแน่ใจว่าเชื้อหมดแล้ว        
           จากข้อมูลที่เสนอมาทั้งหมด เชื่อว่าเกษตรกรผุ้เลี้ยงกุ้งของไทย คงจะเข้าใจวิธีการหลีกหนีการเกิดโรคระบาดในฟาร์ม  หรือการลดปัญหาการกระจายของโรคดวงขาวในฟาร์มได้ระดับหนึ่ง  วันนี้คนกุ้งไทยมีข้อมูลนี้อยู่ในมือ  จะลงมือทำเมื่อไหร่ก็ขึ้นอยู่กับการตัวเองและทีมงานในฟาร์มทั้งหมด
 สุดท้าย ต้องบอกว่า
รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง และ  ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน  เป็นคำตอบสุดท้ายของโรคดวงขาวครับ 
                          รับผิดชอบบทความ โดย เอกอน้ันต์ ยุวเบญจพล
                                                  ฝ่ายวิชาการบริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด